ญาติปริวัตตัง

ญาติปริวัตตัง ; ดินแสงธรรม กล้าจน

“พระพุทธเจ้าตรัส” เรื่องญาติปริวัตตังไว้แต่ยังไม่ค่อยมีคนเข้าใจความหมายที่แท้จริงได้มากนัก ท่านตรัสไว้ว่าผู้ที่จะมาบวช หรือผู้ที่จะมาปฏิบัติธรรมเพื่อให้พ้นทุกข์ ต้องญาติปริวัตตังให้ได้ ต้องตัดญาติให้ได้ ถ้าคุณตัดญาติไม่ได้ คุณก็จะทุกข์อยู่อย่างนั้น

ญาติปริวัตตัง หรือการตัดญาติ ไม่ได้หมายถึง การตัดขาดจากความเป็นญาติกัน หรือตัดขาดจากความเป็นพี่เป็นน้องผองเพื่อนกัน ไม่ใช่โกรธเกลียดญาติ ไม่ใช่ชิงชังญาติ ไม่ใช่ดูถูกญาติ ไม่ใช่ไม่ให้อภัยญาติ แต่การตัดญาติหรือญาติปริวัตตัง หมายถึง การตัดความผูกพันที่ทำให้เกิดความทุกข์ หมายถึง การเลิก “เอา” จากญาติ การตัดความคิดที่จะเอาตามความอยากความต้องการให้ได้ดั่งใจเราหมาย การตัดความยึดมั่นถือมั่นว่าญาติจะต้องคิดพูดทำตามที่ใจเรามุ่งหมาย การตัดความคาดหวัง

ว่าเขาจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้เราจึงจะเป็นสุข ถ้าเขาไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้เราจะเป็นทุกข์ เป็นต้นปฏิบัติอย่างนี้เราก็ยังจะคงไว้ซึ่งความเป็นญาติพี่น้องผองเพื่อน ที่จะคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอดกาลนานเท่าที่แต่ละคนจะมีความผาสุกในการใช้ชีวิตมากที่สุด ลดละเลิกการ “เอา” คือ ลดละเลิกการบังคับให้เขาทำตามที่เรามุ่งหมาย ตรงกันข้ามมีแต่จะ “ให้” ให้อิสระเขาในการบำเพ็ญ ในการเรียนรู้ ในการฝึกปฏิบัติธรรมไปตามฐานของเขา ดังนั้นคำว่าตัดญาตินี้ก็คือ การตัดจิตที่เป็นจิตโลกียะ จิตที่คิดจะ “เอา” จากญาติเพื่อให้สมใจเรา ใคร่ครวญให้ชัดเจนว่ามีจิตอะไรที่คิดจะ “เอา” จากญาติเพื่อให้สมใจเราออกไป การตัดใจของกิเลสที่จะ “เอา” จากญาติให้ได้ กลายเป็น “ผู้ให้” แทนไม่เป็น“ผู้เอา” อย่างนี้แหละคือ ญาติปริวัตตัง

บ่อยครั้ง อาจารย์หมอเขียว กล่าวว่า หากคุณได้ทราบความหมายที่แท้จริงของการตัดญาติ เท่ากับคุณได้รับสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลก เพราะไม่ว่าจะเป็นญาติของเรา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานของเรา ไม่ว่าจะเป็นประชาชนของเรา ไม่ว่าจะเป็นใคร ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรา เราก็จะต้องตัดการ “เอา” จากเขา เปลี่ยนเป็นการ “ให้” แก่เขา เราก็จะได้พบกับความผาสุก แต่วิธีการที่จะทำใจให้ “ไม่เอา” นั้นค่อนข้างยาก หากเข้าใจได้แล้วจะรู้ว่าถ้าไม่อยากทุกข์ “จงให้” 3 อย่างนี้ด้วยความยินดี จริงใจ (ใจเพชร กล้าจน. 2561, เมษายน 15) คือ

  1. ให้ตัวอย่างที่ดี เราทำชีวิตของเรานี่แหละให้เป็นตัวอย่างที่ดีของความผาสุกที่แท้จริง ของความดีงามที่แท้จริง
  2. ให้ข้อมูลที่ดี การให้ข้อมูลที่ดี ๆ ออกไปกับญาติของเรากับใคร ๆ ที่ต้องการจะให้
  3. ให้อิสระกับคน เราก็ให้โอกาสเขา ที่จะเลือกในการที่จะบำเพ็ญมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ให้เขาตัดสินใจว่าจะบำเพ็ญบุญกุศลมากน้อยแค่ไหนอย่างไร

ตอนที่เราให้ตัวอย่างที่ดีและให้ข้อมูลที่ดีนี้คือ เมตตา เมื่อให้แล้วเราก็ปล่อยวางว่า เขาจะเอาแค่ไหนอย่างไรก็แล้วแต่เขา และการให้ที่ดีที่สุด คือ การให้อิสระแก่กันใน การตัดสินใจเลือกทำหรือไม่ทำ ซึ่งเขาจะทำหรือไม่ทำอะไร ก็สุดแล้วแต่วิบากดีร้ายของเขานั้น คือ อุเบกขา นั่นคือความสุขที่สุขที่สุดในโลก

จะเห็นว่าในแต่ละช่วงชีวิตแต่ละภพชาติหากเราตั้งจิตเป็น “ผู้ให้” แบบนี้ ใจเราจะเป็นสุขในทันที การให้ตัวอย่างที่ดี ให้ข้อมูลที่ดี และให้อิสระแก่เขา เราและเขาทุก ๆ คนจะได้บำเพ็ญไปตามฐานจิตของตัวเอง ตามบุญกุศลของตัวเอง ตามวิบากดีร้ายของตัวเอง เขาจะได้บำเพ็ญบุญกุศลเท่าไหร่ก็เท่านั้น สุดท้ายเขาก็จะเป็นคนดีที่พ้นทุกข์ เมื่อเขารับข้อมูลนั้นไปแล้วในชาตินี้ เขาจะบำเพ็ญเท่าไหร่อย่างไรจะทำตามหรือไม่ทำตามเท่าไหร่อย่างไรก็แล้วแต่เขา แต่เมื่อไหร่ที่เขาทุกข์จนเกินทนเขาจะทำมากขึ้น ๆ จนสุดท้ายเขาก็จะเป็นคนดีที่พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง

การให้อย่างแท้จริงนั่นแหละคือ ญาติปริวัตตัง เป็นการให้ เป็นการปรารถนาดี เป็นเมตตาอุเบกขา เพราะเราเลิกชิงชังเขาที่เขาไม่ทำตามใจเรา เลิกดูถูกเขาเมื่อเขาไม่ทำดั่งใจเราหมาย เลิกชิงชังเขาเมื่อคิดพูดทำต่างกัน เช่น เลิกความคิดว่าถ้าคนนี้ไม่ทำตามที่เราบอกก็อย่าได้มาเผาผีกันเลย หรือถ้าเขาไม่ทำอย่างที่เราบอก เราจะไม่ยอมให้อภัยเขาอย่างแน่นอน การไปชิงชังเขาที่เขาทำไม่ถูกใจคิดว่าอย่างนี้ก็อย่าพบอย่าเจอกันเลยดีกว่า อย่างนี้เป็นต้น ดูเหมือนเราปล่อยวางได้นะแต่แท้ที่จริงแล้วในใจมีความชิงชัง แท้ที่จริงแล้วใจเรามีกิเลสความชิงชังซ่อนอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้

ว่า “ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมา” เราทำให้คนอื่นไม่ถูกใจไม่สมใจมาก่อน เราจึงต้องได้พบได้เจอสิ่งที่ไม่ถูกใจไม่สมใจอย่างแน่นอน จะให้ต้องพบต้องเห็นได้ยังไง ก็เราต่างมีวิบากดีร้ายร่วมกันมา จึงต้องเกิดมาชดใช้กันนี่แหละ และแม้สิ่งที่เราชอบใจเราก็เคยทำมาหรือสิ่งที่ไม่ชอบใจเราก็ทำมาเองทั้งหมด เราจึงต้องมารับผลที่ตัวเองทำมา ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าก็ยังต้องอยู่กับญาติ ญาติบางท่านก็เอาด้วย ญาติบางท่านก็ไม่เอาด้วย ท่านยอมรับด้วยความจริงใจ จากนั้นท่านก็แปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาดีกับเขา บอกสอนสิ่งที่ดี ทำตัวอย่างที่ดีให้ดู แล้วท่านก็ปล่อยวาง ให้อิสระแก่เขาในการตัดสินใจทำหรือไม่ทำ เราให้อิสระเขา เขาก็ให้อิสระกับเรา ทุกคนต่างได้อิสระจากทุกข์ อิสระจากความกดดัน อิสระจากความยึดมั่นถือมั่น อิสระจากความโง่ อิสระจากความชั่ว อิสระจากความดื้อ ท่านให้อิสระไปเลย ใครจะเอาเท่าไหร่ก็เท่านั้น ถ้าเราให้อิสระแบบนี้ใจเราก็จะเป็นสุข ใจเขาก็จะเป็นสุขด้วย บารมีขนาดพระพุทธเจ้ายังต้องมารับผลจากการกระทำของท่านเอง บารมีน้อย ๆ อย่างเราก็ต้องเจออย่างแน่นอน เราก็ต้องมีญาติที่เอาด้วยและญาติที่ไม่เอาด้วยเป็นธรรมดา เป็นสัจจะอย่างนั้น

จงระมัดระวังการ “เอา” เพราะจะทำให้เป็นทุกข์ การไม่เอาจะทำให้เป็นสุข ระมัดระวังความชิงชัง เพราะถ้าเราไปพบเรื่องที่รู้สึกไม่ดี เราไม่ชอบอะไรก็แล้วแต่ ผู้ไม่รู้ก็จะดูถูก (อติมานะ) จะชิงชัง (อุนาหะ โกรธะ พยาบาท) จะไม่ให้อภัย ผู้ที่พบเรื่องไหนก็ตามแล้วรู้สึกแบบนี้ จะมี 3 สิ่งนี้เกิดขึ้นกับชีวิต คือ

1.กลัวว่าสิ่งที่เราเคยดูถูก เคยชิงชัง เคยไม่ให้อภัยนั้นจะเข้า เป็นสภาพที่จะไม่อยากเจอสิ่งนั้น

2.จะได้พบกับสิ่งที่เราเคยดูถูกเคยชิงชัง เคยไม่ให้อภัยนั้นทุกภพทุกชาติถ้าผู้ใดก็ตามที่ได้เจอเรื่องที่ไม่ชอบใจแล้วยังมีความรู้สึกดูถูก ชิงชัง ไม่ให้อภัยอยู่ ท่านจะต้องได้พบสิ่งนั้นตลอดไป เพราะวิบากร้ายที่เราเคยดูถูก เคยชิงชัง เคยไม่ให้อภัยนั้นจะดลให้เราต้องได้พบกับสิ่งนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าผู้ใดอยากเจอแบบนี้ก็ให้ดูถูกสิ่งนั้นเข้าไว้ ชิงชังสิ่งนั้นเข้าไว้ อย่าให้อภัยกับสิ่งนั้นแล้วเราก็จะได้ไปพบกับสิ่งนั้นแน่นอน นี่อาจารย์บอกสูตรให้นะ ถ้าอยากเจอให้ทำแบบนี้ เพราะสิ่งที่เราทำไว้ย่อมให้ผล โดยผลคือวิบากร้ายจะดลให้เราจะเป็นได้ 2 อย่างคือ

  • 2.1 ได้พบกับตัวเองโดยตรง
  • 2.2 ไปทำสิ่งนั้นด้วยตัวเองเลย ถ้าเราเกลียด สิ่งที่เราเคยดูถูกเคยชิงชัง เคยไม่ให้อภัยนั้นมาก ๆ วันหนึ่งเราจะต้องไปทำสิ่งนั้นเอง ทั้ง ๆ ที่คุณคิดว่าคุณจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด หรือบางทีคุณไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้นมายาวนาน “ฉันไม่ทำหรอก ฉันเกลียดมาก ตายเป็นตาย หัวเด็ดตีนขาดฉันก็จะไม่ทำอย่างนั้น” ฉะนั้นมีวิธีเดียวที่ช่วยคุณได้ก็คือ ให้คุณไปเป็นสิ่งนั้นเอง เพื่อคุณจะได้เข้าใจผู้อื่น ว่าคนทุกคนพลาดกันได้ เวลามีวิบากร้ายมาคนทุกคนจะเป็นอย่างนั้น ใครที่วิบากร้ายเข้าจะมืนตึ๊บเลย บางทีเขาก็ไม่อยากทำอย่างนั้นแต่จะมีบางสิ่งบางอย่างมาบังคับให้ทำ คุณจะถูกบังคับให้ทำ หรือบางอันก็จะเป็นสภาพที่ว่าวิบากร้ายที่คุณเคยดูถูก ชิงชัง ไม่ให้อภัยมานั้นจะสะกดจิตให้คุณทำให้คุณเป็นเลย ให้คุณไปเป็นในสิ่งที่คุณไม่ชอบนั้นเสียเอง เพื่อให้คุณได้เจริญในธรรมได้เข้าใจเรื่องกรรรมและให้อภัยผู้อื่นได้แท้จริง

3.เกิดเรื่องร้ายทั้งมวลกับชีวิต

ยกตัวอย่างเช่น คุณคงเคยจะได้ยินว่าคนบางคนเกลียดคน ๆ หนึ่งมาก ๆ เป็นตายร้ายดีอย่างไรเขาก็จะไม่แต่งงานกับคนนี้เด็ดขาด แต่สุดท้ายก็มีสิ่งดลใจให้ไปชอบเขาและแต่งงานเขาและก็ต้องอยู่กับเขาแหละ เหมือนคำโบราณที่ว่าเกลียดอะไรก็จะได้สิ่งนั้น และแล้วก็อยู่กันไปสุขทุกข์กันไปตามนั้น ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่ว่า เราทำสิ่งใด (กรรมหรือการกระทำ) เราต้องย่อมจะต้องได้รับผลของการกระทำ (วิบาก) ตามนั้น โดยเฉพาะถ้าคุณกระทำกรรมที่ไม่ดี เช่น เกลียด ดูถูก ชิงชัง ไม่ให้อภัย คุณจะต้องเจอสิ่งนั้นได้รับผลคือวิบากในรูปแบบต่าง ๆ อย่างแน่นอน คือ

  • 3.1 ใจเป็นทุกข์ที่สุด คือ เกิดความกลัว กลัวว่าสิ่งร้ายนั้นจะเข้ามาเข้ามาแล้วก็กลัวว่าจะไม่หมดไป
  • 3.2 พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดมีไฟกาม ไฟพยาบาท ไฟแห่งการเบียดเบียนอยู่ในตัวเอง เหมือนมีถือคบเพลิงไม้ในป่าหญ้าแห้ง ไฟนั้นจะลามไปไกลถ้าคุณไม่ดับมัน ก็คือ คลื่นแม่เหล็กของความชัง จะไปเหนี่ยวนำให้ผู้อื่นเป็นตาม รู้สึกตามอย่างนั้น เขาก็จะทุกข์ใจ กลัวว่าสิ่งนั้นจะเข้ามา เข้ามาก็กลัวว่าจะไม่ออกไป และเขาจะทำไม่ดีกับสิ่งนั้น เขาจะทำได้ทุกเรื่องไม่ว่าจะเข่นฆ่า เบียดเบียนทำร้าย ทำไม่ดีกับสิ่งนั้นได้ทุกรูปแบบเลย คนในโลก สัตว์ในโลกก็จะเดือดร้อน เพราะคลื่นแห่งการทำร้ายเบียดเบียนนี้จะไปเติมให้กันและกัน แล้วพากันทำไม่ดี  พระพุทธเจ้าบอกไฟนั้นจะลามไปเผาทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ทั้งหลายที่อยู่ในคบเพลิงหญ้าตายหมดเลย  หมายความว่า ผู้ที่มีกิเลสอันเดียวกันคลื่นนี้จะไปเหนี่ยวนำให้เขาทำเหมือนกัน ถ้าเรามีกิเลสอยู่ เราจะเป็นเหตุให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อนอยู่ รากเหง้าคือ เราเกลียด ดูถูก ชิงชัง ไม่ให้อภัยสิ่งเหล่านั้น จึงเป็นเหตุให้เราและคนอื่นเดือดร้อนไปหมดฉะนั้น วิบาก (ผลเกลียด ดูถูก ชิงชัง ไม่ให้อภัยสิ่งเหล่านั้น) จะไปดึง สิ่งเลวร้ายต่าง ๆ เข้ามาทำให้ชีวิตของเราต้องเดือดร้อน

จะเห็นได้ว่า ถ้าเราเกลียด ดูถูก ชิงชัง ไม่ให้อภัยสิ่งเหล่านั้น เราจะไม่สามารถพ้นภัยจากสิ่งเหล่านั้นอย่างยั่งยืนได้ อีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้ว่าการเกลียด ดูถูก ชิงชัง ไม่ให้อภัยผู้อื่นนั้นมีเรื่องให้ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ เช่นมีหลายท่านที่ขับรถมาช้านานไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย เขาก็จะดูถูก และ ชิงชังคนเกิดอุบัติเหตุว่าไม่มีผีมือ ประมาท เมื่อเขามีความรู้สึกแบบนั้นปุ๊บ เขาเล่าว่าไม่นานนัก
เขาก็ไปเกิดอุบัติเหตุเอง ทั้ง ๆ ที่เขาบอกว่าเขาเป็นเซียนในการขับรถ เขาไม่เคยมีปัญหาเลย และเขาเชื่อมั่นว่าเขาจะไม่มีปัญหา แต่ใจเขานั้นคิดดูถูกคนอื่น ไปชิงชังคนอื่นที่เกิดอุบัติเหตุ ผลวิบากจากการดูถูกชิงชังนั้นทำให้เขามาเจอเอง มาเป็นเอง

ในเรื่องของญาติพี่น้องผองเพื่อนก็เช่นเดียวกัน หากเราจะเอาสิ่งดี ๆ ต่าง ๆ จากเขาแล้วไม่ได้สมใจ หากเราไปเกลียด ดูถูก ชิงชัง หรือไม่ให้อภัยเขา เราก็จะต้องได้รับผลวิบากเช่นนั้นเหมือนกัน นี่คือการใช้อธิศีลในการแก้ปัญหาชีวิต หลังจากข้าพเจ้าได้ฟังธรรมข้อนี้ ข้าพเจ้าก็ฝึกตาม ตั้งศีลมาปฏิบัติว่าจะฝึกตัดความผูกพันกับญาติพี่น้องผองเพื่อน ตัดความผูกพันอันที่ก่อให้เกิดความทุกข์ แต่ไม่ได้ตัดความสัมพันธ์ที่มีอยู่  โดยจะไม่โกรธไม่เกลียดญาติ ยังคงไปมาหาสู่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่ แต่จะไม่เอาความดีอะไร ๆ จากเขามากเกินกว่าที่เขาจะให้เราได้ ผลที่ได้คือ เป็นสุขใจทันทีที่คิดอย่างนี้ เดิมถ้าเขาไปเที่ยวกันดูแล้วมีความสุขมากกว่าการที่เขาต้องมาเข้าค่ายแพทย์วิถีธรรม เราก็จะรู้สึกว่าเขาทำไม่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องคือ เขาควรจะใช้เวลาที่มีมาเข้าค่ายเพื่อจะได้มีหลักการวิธีการที่ดีมีประโยชน์กลับไปใช้ในชีวิต นั่นคือเราต้องการให้เขาเป็นตามที่เราคิดว่าสิ่งนี้ดี สิ่งที่เขาอยู่เป็นสิ่งที่ไม่ดี ผลคือ ข้าพเจ้ารู้สึกอึดอัดมากทุกครั้งที่ต้องรับรู้สิ่งนี้ แต่ปัจจุบันเมื่อข้าพเจ้าตั้งอธิศีลว่าจะไม่โกรธ ไม่เกลียดญาติแม้เขาจะไม่ทำอย่างที่ข้าพเจ้าต้องการ ทำให้ได้ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง ทำให้ได้รับรู้สภาวะจิตใจที่เกิดความชอบความชังกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ได้เห็นเหลี่ยมมุมของการจะ “เอา” จากญาติพี่น้องผองเพื่อนแล้วไม่โกรธ ไม่ถือสา แต่จะหันมาจัดการกับตัวกิเลสในจิตที่คิดจะ “เอา” หันมาล้างจิตล้างใจด้วยปัญญาแห่งธรรมที่ได้กล่าวมาข้างต้น จนเกิดสภาวะจิตที่มีความยินดีในความไม่ชอบไม่ชังในสิ่งที่เกิดขึ้น สบายใจได้จริง ๆ เมื่อได้รับรู้เรื่องราวก็ไม่อึดอัดเหมือนก่อน เมื่อใจสบาย เบิกบานแจ่มใสได้แล้ว ญาติพี่น้องผองเพื่อนจะมาค่ายหรือไม่มาค่ายข้าพเจ้าก็ยินดีกับเขาได้หมด คิดว่าให้เขามีความสุขไปตามฐานของเขา ดีกว่ามาอึดอัดใจเพราะต้องทำในสิ่งที่เขาไม่พร้อม แล้วข้าพเจ้าก็แค่คอยบอกข้อมูลดี ๆ แก่เขาไปเรื่อย ๆ (เรียกว่าเมตตา) พร้อม ๆ กับการทำตัวอย่างที่ดีไปเรื่อย ๆ เช่น ไม่กินเนื้อสัตว์ นมสัตว์ และไข่ด้วยความสดชื่นเบิกบาน ทำยา 9 เม็ดไปด้วยความผาสุก เพิ่มอธิศีลเพื่อลดละเลิกสิ่งที่ติดยึดต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ ส่วนเขาจะคิดเห็นอย่างไร เอาด้วยหรือไม่เอาด้วยก็ไม่เป็นไร คิดว่าเขาจะเอาชาตินี้หรือชาติไหนก็ได้ มีแต่ความเบิกบานแจ่มใสแม้สิ่งที่ดีไม่เกิดดั่งใจหมาย พิจารณาได้ว่าเพราะเราก็เคยไม่เอาสิ่งดี ๆ ที่คนดี ๆ เขามาบอกเช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อเราทำมาพระพุทธเจ้าตรัสว่าเราจะต้องรับผล ข้าพเจ้าจึงต้องมาเจอสิ่งนี้ ถือว่าได้ใช้หนี้วิบากหมดวิบากร้ายแล้วซิหนอ หมดหนี้แล้วซิหนอ เรากำลังจะโชคดีขึ้นแล้วซิหนอ ดีใจจัง

ผลของการคิดอย่างนี้เหมือนกับได้เป็นการปลดปล่อยความยึดมั่นถือมั่น ทำให้เบาใจ โล่งโปร่งสบายใจดีมากค่ะ และเท่าที่สังเกตพบว่า ยังจะมีอานิสงส์เพิ่มขึ้นด้วยคือ ทำให้ข้าพเจ้าสามารถตัดความติดยึดในกิเลสกามและอัตตาตัวอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะไม่ต้องเสียเวลาและพลังงานไปอยากได้หรืออยากให้เกิดสิ่งดี ๆ ดั่งที่ใจคิด และคิดได้ว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าเคยได้ดั่งใจในเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้นเป็นเพราะวิบากดีออกฤทธิ์ ที่ข้าพเจ้าได้รับสิ่งที่ไม่ดีสมใจในเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้นก็เพราะวิบากร้ายออกฤทธิ์ การคิดอย่างนี้ทำให้ได้พลังชีวิตคืนมาเต็ม ๆ

ส่วนผลที่เกิดกับญาติคือ คุณแม่ท่านก็ไม่เครียด ท่านก็สบายใจที่จะทำอย่างที่ท่านคิด โดยไม่ต้องกังวลว่าข้าพเจ้าจะว่ากล่าวหรือตำหนิที่ท่านไม่ทำตามที่ข้าพเจ้าบอก เมื่อข้าพเจ้าปล่อยวางความคิดที่จะ “เอา” ตามใจหมาย วางการเอาเปลี่ยนเป็นการให้ ก็จะเกิดพลังสงบ ส่งพลังสงบออกไปท่านก็รับคลื่นความสงบนี้ได้ ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็น เกิดความผาสุก เมื่อท่านได้รับพลังเย็นท่านก็ส่งพลังเย็นกลับมา คือ ไม่บังคับข้าพเจ้าว่าจะต้องกลับบ้านดังที่ท่านมุ่งหมายไว้เช่นเดียวกัน ทั้งที่เมื่อก่อนหากข้าพเจ้าไปค่ายแพทย์วิถีธรรมที่ อำเภอชะอวด(นครศรีธรรมราช) ก็จะถูกชวนให้กลับบ้าน(สุราษฎร์ธานี) แต่หากข้าพเจ้ามีภารกิจไม่สามารถกลับบ้านได้ก็จะมีความรู้สึกอึดอัด ตัดสินใจไม่ได้ และไม่รู้จะอ้างเหตุผลอะไรกับท่านเพื่อให้ท่านสบายใจ ครั้งนี้ที่ข้าพเจ้าไปค่ายชะอวดก็ถูกถามเหมือนเดิม และเป็นครั้งที่ถือว่าไม่ได้กลับบ้านมานานมากกว่าทุกครั้งเพราะติดเรียนปริญญาโท ท่านก็จะอ้างเหตุผลและรบเร้าให้กลับบ้านรุนแรงมากกว่าเดิม แต่ความรู้สึกของข้าพเจ้าที่เกิดขึ้นครั้งนี้คือไม่อึดอัดใจเลย สงบ รับฟังด้วยใจเบิกบานแจ่มใส แม้ท่านจะรบเร้าหรือกดดันข้าพเจ้ามากกว่าเก่า ข้าพเจ้ากลับนิ่งสงบได้และพยายามพูดคุยกับท่านด้วยเหตุผล รับฟังท่านได้ทุกประเด็น จนท่านก็ยอมรับได้ว่าไม่กลับบ้านก็ได้ เพราะไม่ได้มีความจำเป็นอะไรนักหรอก แค่คิดถึงกันเท่านั้นเอง แค่ได้ทราบข่าวคราวกันก็สามารถคลายความคิดถึงลงได้แล้ว แค่นี้ท่านก็สบายใจแล้ว ไม่ต้องกลับบ้านก็ได้ นี้เป็นสัจจะที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ สมกับคำกล่าวที่ว่า “อยากได้สิ่งใด จงคิดสิ่งนั้นกับผู้อื่น” (ใจเพชร กล้าจน. 2559) ได้ผลคือความสุข สงบ ก้าวหน้าทางธรรมได้เร็วขึ้นค่ะ ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์หมอเขียวค่ะ สาธุค่ะ

คำสอนของอาจารย์หมอเขียวก้องอยู่ในหัวเสมอว่า “คนทุกวันนี้ทุกข์ก็เพราะยึด เพราะเอา เพราะไม่ให้ นั่นแหละ ถ้าให้กันอย่างแท้จริงจะไม่ทุกข์เลย ทุกข์ที่ทุกข์ที่สุดในโลกอย่างหนึ่งคือ ทุกข์เพราะอยากจะให้คนในครอบครัวมีพฤติกรรมดี ๆ อย่างที่เรามุ่งหมาย โอ้โห ไม่มีอะไรทุกข์กว่านี้แล้วนะอาจารย์ว่า หรือใครว่ามีอะไรทุกข์กว่านี้ไหม มันเหมือนจะให้นะ แต่แท้ที่จริงมันคือจะเอา เหมือนเราให้สิ่งดี ๆ แก่เขานะ แต่แท้ที่จริงเราเอาสิ่งดี ๆ อย่างที่เราหมายจากเขา เห็นไหมการเอามันทุกข์ที่สุดในโลก การเอาเป็นชั่วที่สุดในโลก มันโง่ที่สุดในโลก มันดื้อที่สุดในโลก มันยึดมั่นถือมั่นที่สุดในโลก ยึดไม่ยอมปล่อยเลยนะ แต่การให้จะเป็นสุข ดีที่สุด ฉลาดที่สุด ไม่ดื้อที่สุดในโลกคือ…

“ ให้ ” แล้วคิดที่จะไม่เอาอะไรจากใคร..ให้ได้

Leave a Reply

Your email address will not be published.