เล่าสู่กันฟัง..”ผมดีใจที่เป็นมะเร็ง”

เล่าสู่กันฟัง.. 12 เหตุผลที่ทำให้ “ผมดีใจที่เป็นมะเร็ง” ; ภาคภูมิ ยอดปรีดา

เรื่องเล่าสู่กันฟัง ใน คอลัมน์นี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว โดยปกติคนที่ป่วย ไม่สบาย ถึงขั้นเป็นมะเร็ง ก็จะมีความทุกข์กาย ทุกข์ใจ กับสิ่งที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นโรคร้าย ความกลัว กังวล หวั่นไหว กับสิ่งที่มองไม่เห็น อะไรเป็นจุดเปลี่ยน… เราลองไปฟังเหตุผล ที่ทำให้เขาดีใจที่เป็นมะเร็ง

#เหตุผลที่ 1 “ถึงเวลาต้องเปลี่ยน

ก่อนผมป่วยเป็นมะเร็ง ผมไม่ได้และไม่เคยตระหนักเลยว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผมทั้งทางกายและทางใจนั้น “ผิด” ด้วยความที่มีพฤติกรรมเหมือนมนุษย์ส่วนใหญ่ทั่วไป กินก็เหมือนกัน ออกกำลังกายก็ออกอยู่ พักผ่อนก็ (คิดว่า) เพียงพอ สังสรรค์ก็พอมีกับเขาบ้าง หรือเรื่องการจัดการอารมณ์ ความรู้สึกตัวเองก็ (คิดว่า) ออกจะทำได้ดีด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุลดังกล่าว ทำให้ผมไม่เคยคิดที่จะแก้ไขและพัฒนาพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้นเลย จนกระทั่งมะเร็งมาเตือนผม (แบบแรง ๆ) ว่า “เฮ้ยเอ็งน่ะ เอ็งนั่นแหละไม่ต้องหันไปมองใคร ข้าจะเตือนเอ็งไว้นะว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเอ็งหน่ะมันผิดเกือบทั้งหมด กินเอ็งก็กินผิด ออกกำลังก็ไม่มีวินัยแถมยังไม่เพียงพออีก การพักผ่อนนอกจากไม่เป็นเวลาแล้ว เอ็งก็นอนไม่ถูกกับเวลาที่ร่างกายต้องการด้วย แล้วไอ้ที่เอ็งอ้างว่าไปสังสรรค์เพื่อเข้าสังคมของเอ็งน่ะ เอ็งจะเอาเหล้า ยา ปลาปิ้งเข้ามาในร่างกายอะไรนักหนา บุหรี่เอ็งก็เคยลองสูบ เหล้า เบียร์ ไวน์ ยาดอง เอ็งก็กินหมด กินเสร็จเอ็งก็เมา เมาแล้วก็ต้องคลานขึ้นห้อง แล้วแทนที่เอ็งจะไปนอนบนเตียง เอ็งก็ดันไปนอนกอดโถส้วมแทนซะอีก สุดท้ายตื่นมาแล้วเป็นไง หัวแทบจะระเบิด งานการก็เสีย ส่วนเรื่องอารมณ์หน่ะ ข้าจะบอกเอ็งไว้เลยหน่ะ ว่าเอ็งหน่ะ โคตรจัดการอารมณ์ของตัวเองได้โคตรห่วยเลยหว่ะ ไอ้พวกเครียด หงุดหงิด โกรธ เกลียด ริษยา อาฆาต ไอ้อารมณ์ประมาณเนี้ย เอ็งจะเอาเข้ามาให้รกในจิตใจเอ็งทำไมฟะ”

โดนมะเร็งด่า เอ้ยเตือนมาแรง ๆ แบบนี้ทีเดียว ตาผมก็สว่างขึ้นมาทันที ผมเริ่มดึงสติกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้งหนึ่ง และค่อย ๆ ศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ว่าแท้ที่จริงแล้ว พฤติกรรมที่ถูกต้องนั้นควรเป็นประมาณไหน เชื่อมนู้นนิด โยงนี้หน่อย จนในที่สุดผมก็ตัดสินใจได้ว่า รูปแบบพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งทางกายและใจแบบไหน จะเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับผมมากที่สุด ส่วนรายละเอียดในแต่ละด้านเป็นอย่างไรนั้น ผมขออนุญาตยกยอดไปในบทความถัด ๆ ไปนะครับ เพราะถ้าขืนเล่าในตอนนี้เลย แค่เรื่องพฤติกรรมการกินของผมที่เปลี่ยนไป ผมคงต้องพิมพ์กันมือหงิกหล่ะครับ

ดังนั้นถ้าจะให้คิดแบบเร็ว ๆ ว่า ทำไมผมจึงต้องดีใจที่เป็นมะเร็ง 1 ในสาเหตุที่ผมจะคิดออกก่อนเหตุผลอื่นเลยก็คงเป็น เพราะมะเร็งมาเตือนให้ผมรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยน” แล้วนะ ถ้าวันนั้นผมไม่รู้ว่าเป็นมะเร็ง ผมก็ยังคงใช้พฤติกรรมการดำเนินชีวิตแบบเดิม ๆ อยู่ ซึ่งดีไม่ดีผมอาจจะไม่ได้มานั่งเพ้ออะไรก็ไม่รู้ให้ทุกท่านอ่านอยู่ เพราะผมอาจตายไปแล้วก็เป็นไปได้ครับ แต่เป็นเพราะมะเร็งมาทำให้ผมรู้ มาทำให้ผมเปลี่ยนตัวเอง จนทำให้ผมรู้สึกว่า ช่วงเวลาที่ผมอยู่กับมะเร็งมา 3 ผ มได้ใช้ชีวิตของตัวเองให้มีทั้ง คุณ และ ค่า มากกว่าช่วงเวลา 32 ปี ก่อนที่ผมจะป่วยเสียอีก

#เหตุผลที่ 2 “เวลา”

“แบบว่าเกิดมาก็ได้มาเลยไง แล้วก็ได้มาฟรี ๆ ไม่ต้องไปลำบากหามาจากไหน ไม่ต้องซื้อมา แล้วจะสำคัญอะไรนักหนา” นี่คือทัศนคติที่แสนจะมิจฉาทิฏฐิเกี่ยวกับ “เวลา” ก่อนที่จะป่วยเป็นมะเร็ง

ก่อนจะป่วยผมเป็นคนปากดีชอบพูดว่าเวลาสำคัญอย่างนู้นสำคัญอย่างนี้ แต่พฤติกรรมที่ได้ทำออกไปมันช่างย้อนแย้งกับคำพูดมากนัก ถึงแม้จะมีบางครั้งบางคราวที่ผมได้ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ แต่ก็มีหลายครั้งเลยทีเดียวที่ผมชอบปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า และที่หนักที่สุดก็เห็นจะเป็นการที่ชอบเอาเวลาไป “ฆ่า” ทิ้งเล่นซะอย่างนั้น

นึกย้อนไปแล้วก็อดเสียดายเวลาเหล่านั้นมิใช่เล่น แต่การที่จะไปจมปลักอยู่กับข้อผิดพลาดของตัวเองในอดีตก็ใช่เรื่องที่จะพึงปฏิบัติ สู้รู้จักให้อภัยตัวเองแล้วนำข้อผิดพลาดเหล่านั้นมาเรียนรู้น่าจะดีกว่าเป็นไหน ๆ แต่ด้วยความที่โง่เขลาเบาปัญญา กว่าจะรู้ตัวว่าเวลานั้นสำคัญไฉน ผมก็ต้องรอให้ “พี่มะเร็ง” เขามาเตือนสติแรง ๆ เสียก่อน

แต่ถึงรู้ตัวช้า ก็ดีกว่าไม่รู้ตัวซะเลย ซึ่งทันทีที่ดึงสติกลับมาได้ คำพูดแรกที่ผมจำไม่ได้แล้วว่าใครกล่าวเอาไว้ ก็กลับเข้าอยู่ในความคิดอีกครั้งหนึ่ง “ไม่มีใครรู้หรอกว่า พรุ่งนี้หรือชาติหน้าอะไรจะมาก่อนกัน” อืม จริงสินะ ใครจะไปรู้ วันนี้ตอนนี้ผมอาจยังหายมีลมหายใจอยู่ แต่พรุ่งนี้เพื่อนแท้ที่สุดของผม (และของทุกคน) อาจจะพาผมไปอยู่อีกที่หนึ่งแล้วก็เป็นไปได้ แล้วไง ตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่ จึงไม่ใช่เวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมดนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่าที่ผมจะทำได้ให้แก่ตนเองและผู้อื่นล่ะ

และนั่นแหละครับ จุดที่ทัศนคติของผมที่มีต่อเวลาเปลี่ยนไปตลอดกาล จากสิ่งที่ผมไม่ค่อยที่จะให้ค่าให้ความสำคัญ กลับกลายมาเป็นสิ่งที่มีทั้ง “คุณ” และ “ค่า” มากที่สุด อย่างหนึ่งสำหรับผมในตอนนี้ แต่ถึงจะรู้ว่าสำคัญเพียงใด แต่ผมก็ไม่เคยร้องขอเวลาอีก 10 ปี 20 ปี แค่พรุ่งนี้ตื่นมาแล้วยังมีลมหายใจอยู่ ผมก็ดีใจมากแล้ว…ขอบคุณพี่มะเร็งที่ทำให้ผมคิดได้เสียที

ปล. อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วน ๆ นะครับ เท่าที่ผมสังเกตดูคนเราชอบใช้คำว่า “นับเวลาถอยหลัง” กับคนที่สูงอายุเท่านั้น แต่ผมว่าจริง ๆ แล้ว นาฬิกาชีวิตของเราทุกคนก็นับเวลาถอยหลังตั้งแต่วินาทีแรกที่เรามีชีวิตแล้ว ซึ่งเวลาที่เราแต่ละคนได้มาก็ไม่เท่ากัน ส่วนของใครจะมีมากมีน้อยก็คงไม่สำคัญไปกว่า ใครได้ใช้เวลาที่มีอยู่เหล่านั้นให้เกิดทั้ง คุณ และ ค่า ต่อตนเองต่อผู้อื่นและต่อโลกใบนี้ได้มากไปกว่ากัน

#เหตุผลที่ 3 มะเร็ง “ไม่เร็ว”

“คุณเป็นมะเร็ง” ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เมื่อได้ยินคำนี้กับตนเอง จะเกิดอาการหูดับตาบอดสมองตื้อตันคิดอะไรไม่ออกไปเสียหมด แต่ในขณะเดียวกันระบบจิตใต้สำนึกบางอย่างของเราจะถูกเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และมันจะยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไปจนกว่าเราจะกลับมามีสติที่ถูกที่ต้องอีกครั้งหนึ่ง ระบบนี้ถึงจะหยุดทำงาน ซึ่งผมเรียกระบบอัตโนมัตินี้ว่า “(ความรู้สึก) เรากำลังจะตาย

ผมมักจะบอกผู้ป่วยหรือญาติของผู้ป่วยมะเร็งหน้าใหม่อยู่เสมอเวลาที่พวกเขามาขอคำปรึกษาจากผมว่า “ไม่แปลกหรอกครับ ที่เราจะจิตตก จะเครียด หรือจะอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นความรู้สึกที่ไม่ดีที่เราจะคิดมาทำร้ายจิตใจของตนเอง ในช่วงแรกแรก ๆ ที่เรารู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง (คนที่ไม่รู้สึกแบบนั้นสิแปลกคนพิลึก) แต่ทั้งนี้เราก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้นมาทำร้ายเรานานจนเกินไปเราต้องรีบกลับมาสร้างกำลังใจให้ตัวเองให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะได้กลับมามีแรงต่อสู้กับโรคนี้ได้อีกครั้งหนึ่ง”

ผมก็เป็นคนหนึ่งครับที่ถูกระบบนี้เล่นงานจนจิตตกมาก่อน ผมใช้เวลาอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ เพื่อที่จะดึงสติและสร้างกำลังใจให้ตัวเองได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเมื่อตั้งสติได้ผมก็พบว่า ไอ้ระบบ “เรากำลังจะตาย” มันเป็นระบบที่แสนจะหลอกลวงเป็นที่สุด เพราะอะไรนั้นหรือ ก็เพราะทันทีที่เรารู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง ใช่เราจะตายเสียตั้งแต่ตอนนั้น หรือ ตายภายในวันสองวันเสียที่ไหน เอาอย่างแย่ที่สุดเลย มะเร็งยังให้เวลาเราอีกนานโขเลยทีเดียว เรายังมีเวลาที่จะได้ทำสิ่งที่ดี ๆ และเราก็ยังมีเวลาที่จะทำอะไรก็แล้วแต่ ที่เราอยากจะทำแต่ยังไม่ได้ทำในช่วงเวลาที่ผ่านก่อนที่จะเป็นมะเร็ง หรือในทางที่ดีไปกว่านั้น คือ มะเร็งเขาจะหายไปจากชีวิตเราอย่างถาวรก่อนที่เราจะตายเสียด้วยซ้ำ

เราชอบตราหน้ามะเร็งว่าเป็นจอมวายร้าย แต่ถ้าเรารู้จักที่จะค้นหาแง่มุมดี ๆ ในเรื่องราวที่เลวร้าย เราจะพบว่าแท้ที่จริงแล้ว มะเร็งยังมีมุมสวยงามที่ซ่อนอยู่เพื่อรอให้เราค้นหาให้เจอ และมะเร็งก็ไม่ได้ใจร้ายมากจนเกินไปเหมือนที่เรา (เคย) ชอบคิดกัน เพราะอย่างน้อย มะเร็งเขาก็ยังให้โอกาสเราได้ดูแลและบอกลาคนที่เรารักและคนที่รักเราจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำไมผมถึงดีใจที่เป็นมะเร็ง ก็เพราะ (เป็น) มะเร็ง (ตาย) ไม่เร็ว ยังไงล่ะครับ ^^

เกี่ยวกับผู้เขียน

ประวัติ ชื่อ นายภาคภูมิ ยอดปรีดา ภูมิลำเนา จังหวัดสงขลา

การศึกษาสูงสุด ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

การเจ็บป่วยในปัจจุบัน มะเร็งต่อมไทรอยด์ ชนิด Medullary เมื่อต้นปี 2558 : การรักษา ผ่าตัดเอาต่อมไทรอยด์ออกทั้ง 2 ข้าง และ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอด้านขวา 90% หลังจากนั้น ต้องทานยาฮอร์โมนไทรอยด์ และตรวจติดตามผลด้วยการตรวจเลือด และ Ct สแกน (ตลอด 3 ปีกว่าๆ ที่ตรวจมา ผลการตรวจยังอยู่ในค่าปกติ) ปัจจุบัน ดูแลสุขภาพตัวเอง โดยใช้หลักแพทย์วิถีธรรม 80% (เริ่มเข้าค่ายแพทย์วิถีธรรมครั้งแรกเมื่อกลางปี 2558) และแพทย์แผนปัจจุบัน 20%

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.